INSURANCE

FWD เผยผลสำรวจ: คนชั้นกลางในเอเชียกว่า 70% กังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงิน

เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป เผยผลสำรวจ: คนชั้นกลางในเอเชียกว่า 70% กังวลเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ชี้เป็นความท้าทายต่อการวางแผนทางการเงินระยะยาว ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากการดูแลครอบครัวที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อลำดับความสำคัญด้านการเงินของทุกเจเนอเรชัน

เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (“เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป” หรือ “FWD”) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองผู้บริโภค พบว่ากลุ่มคนชั้นกลางส่วนใหญ่ในเอเชียรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินและขาดความพร้อมสำหรับการเข้าสู่วัยเกษียณ

เนื่องจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นและภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวที่มากขึ้น ส่งผลให้ลำดับความสำคัญทางการเงินของแต่ละเจเนอเรชันเปลี่ยนแปลงไป

ผลสำรวจระบุว่าเกือบสามในสี่ (71%) ของกลุ่มคนชั้นกลางรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสถานะการเงิน (financial wellbeing) โดยรวม โดยความกังวลหลัก 3 อันดับ คือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในแต่ละวัน (71%) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น (43%) และความเสี่ยงจากการตกงานหรือรายได้ลดลงแบบไม่คาดคิด (37%)

ส่งผลให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเป้าหมายทางการเงินในช่วงเวลา 2-3 ปีข้างหน้า โดยที่เกือบครึ่งของผลสำรวจ (44%) ต้องการสร้างหลักประกันพื้นฐานให้กับครอบครัว และหนึ่งในสาม (37%) ตั้งเป้าหมายสู่การมีอิสระทางการเงิน

ลี เยน โฮ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานช่องทางการจัดจำหน่ายและผลิตภัณฑ์ เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป กล่าวว่า

“ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนชั้นกลางในเอเชียทุกเจเนอเรชันมีความรู้สึกเปราะบางทางการเงินร่วมกัน เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป ความสามารถในการรับมือทางการเงินเพื่อปกป้องคนที่รัก และเปลี่ยนเงินออมให้เป็นรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

การเปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อการประกันชีวิตจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะประกันชีวิตไม่ใช่แค่การให้ความคุ้มครองในยามวิกฤต แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคง สร้างรายได้ในวัยเกษียณ และสร้างความมั่นใจให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ”

ผลสำรวจชี้ให้เห็นแรงกดดันที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

  • เจเนอเรชัน X (พ.ศ. 2508 – 2523) เป็นกลุ่มที่เผชิญความท้าทายในการบริหารสมดุลทางการเงินมากที่สุด ทั้งค่าเล่าเรียนบุตร การผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย และการเตรียมตัวเกษียณ โดยที่ 62% กังวลว่าเงินออมจะโตไม่ทันภาวะเงินเฟ้อ อีก 52% ระบุว่าความต้องการสูงสุดคือ การมีรายได้ที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุหลังเกษียณ
  • เจเนอเรชัน Y (พ.ศ. 2524 – 2538) เป็นกลุ่มที่ต้องบริหารจัดการภาระทางการเงินหลายด้าน 49% กังวลเรื่องเงินออมเพื่อการเกษียณของตนเอง และส่วนใหญ่ (85%) ยังต้องดูแลทั้งพ่อแม่และบุตรหลาน

แม้ว่าเกือบครึ่ง (47%) กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มครองคนในครอบครัวได้หลายคนในแผนเดียว แต่กว่า 61% ระบุว่าไม่เคยทราบถึงผลิตภัณฑ์แผนประกันชีวิตที่คุ้มครองสมาชิกทั้งครอบครัว

  • เจเนอเรชัน Z (พ.ศ. 2539 – 2553) เป็นกลุ่มที่เริ่มเผชิญแรงกดดันทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 53% กังวลว่าจะประสบปัญหาทางการเงินในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ขณะที่อีก 46% มีมุมมองว่าผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตยังเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป

การสำรวจระดับภูมิภาคเอเชียครั้งนี้จัดทำร่วมกับ Ipsos โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มคนชั้นกลางกว่า 9,000 คน ในช่วงอายุ 21-65 ปี ครอบคลุม 10 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียที่เอฟดับบลิวดีดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

สำหรับเอฟดับบลิวดีได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองหลากหลายความต้องการเพื่อเสริมความคุ้มครอง และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในแต่ละตลาด

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เช่น ในไทยและสิงคโปร์ แผนประกันบำนาญ FWD Sure และแผนการลงทุน FWD Invest Flexi Elite (ประกันชีวิตควบการลงทุน) ช่วยให้ลูกค้าสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณด้วยการสร้างรายได้ที่มั่นคงและความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ในฮ่องกง

แผนประกันสุขภาพ One&All มอบความคุ้มครองที่ยืดหยุ่นสำหรับครอบครัว พร้อมด้วยผลประโยชน์เสริมที่ไม่ต้องผ่านการตรวจสุขภาพ ในญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ Single-yen premium annuity ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออมและการวางแผนเกษียณ ช่วยให้ลูกค้าและครอบครัวมีรายได้ที่มั่นคงหลังการเกษียณ

ขณะที่ในอินโดนีเซีย แผนความคุ้มครองโรคร้ายแรง FWD Critical First มอบความคุ้มครองที่คุ้มค่า คำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อ เพื่อปกป้องความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ยักษ์ลงทุน http://www.yaklongtun.com

ใส่ความเห็น