GCAP กางยุทธศาสตร์ปี 69 ฝ่าปัจจัยลบโลก เดินหน้าบริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก ผนึกโครงการ JUMP+ ต่อยอดธุรกิจใหม่ รองรับการเติบโตระยะยาว
“บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP” เปิดเผยผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1/2569 มีผลขาดทุนสุทธิ 6.45 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยหลักจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น ตามกรอบการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม และ ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายในการติดตามและเร่งรัดหนี้ เพื่อบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ รองรับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP เปิดเผยว่า “ผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 6.45 ล้านบาท
ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ตามกรอบการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม และค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายในการติดตามและเร่งรัดหนี้ โดยบริษัทฯ มีรายได้ 30.43 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่ ไตรมาสที่ 1/2569 อยู่ที่ 29.84 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ จากผลกระทบของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและอ่าวเปอร์เซีย แต่เพิ่มสูงขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 20.49 ล้านบาท หรือคิดเป็น 219.14%
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสงครามอ่าวเปอร์เซียส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน เชื้อเพลิงในตลาดโลก ทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น และก่อให้เกิดวิกฤตการขาดแคลน น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในบางช่วง
สถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันดีเซล และราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก
อาทิ รถเกี่ยวนวดข้าว รถเกี่ยวข้าวโพด และ เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ ขณะเดียวกัน ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งจาก ราคาปุ๋ย ค่าแรงงาน รวมถึงปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น
สำหรับภาคเศรษฐกิจการเกษตร แม้ว่าสถานการณ์ด้านปริมาณน้ำและสภาพอากาศในช่วงต้นปี 2569 ยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาพืชผลสำคัญ โดยเฉพาะข้าว ยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก รวมถึงการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ส่งออกหลัก ส่งผลให้รายได้และความสามารถในการทำกำไรของ เกษตรกรยังมีความเปราะบาง
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ยังคงกดดันภาคการส่งออก และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง และให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ เครื่องจักรกลการเกษตรของบริษัทฯ ตลอดจนกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้
บริษัทฯ ได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น ตามสถานะการจัดชั้นลูกหนี้ ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 สำหรับลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
โดยมีปัจจัยหลักจาก ผลกระทบของภาวะการขาดแคลนน้ำมันดีเซลและการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเครดิตอย่างรอบคอบ
โดยมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตฯ (ECL) เพิ่มขึ้นจำนวน 4.76 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายในการติดตามและเร่งรัดหนี้ จำนวน 2.43 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถเร่งรัดการชำระหนี้ และได้รับค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายในการติดตามคืนได้
ทั้งนี้ การตั้งสำรอง ECL และการเร่งดำเนินมาตรการทางกฎหมายในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการและปรับโครงสร้างคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุกของบริษัทฯ โดยมุ่งลดความเสี่ยงสะสมจาก หนี้ค้างชำระ และช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทฯ ในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพและยกระดับการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านกลยุทธ์ การบริหารองค์กร และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต
โดย GCAP ได้ประกาศแผนธุรกิจสู่ปี 2571 ผ่านแผนการเติบโต “GCAP Double JUMP+” ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์ Agri Supply Chain Finance ผ่าน แพลตฟอร์ม “เกษตรแมชชิ่ง” ที่เป็นการจับคู่การให้บริการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรระหว่างชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว โดยมีแผนในการขยายฐานการให้บริการเกษตรแมชชิ่ง ไปยังพืชเศรษฐกิจอื่นๆ
และ กลยุทธ์ Green Mobility Finance เป็นการรุกตลาดสินเชื่อยานยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการขนส่ง ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่าง ยั่งยืน
และกลยุทธ์การจัดเก็บหนี้และบริหารทรัพย์สิน เพื่อพัฒนาบุคลากรและระบบการทำงานด้านการบริหาร จัดการลูกหนี้ภายใต้หลัก Responsible Lending และควบคุมลูกหนี้ให้มีคุณภาพ โดยบริษัทฯ คาดว่าการเข้าร่วม โครงการ JUMP+ จะช่วยสนับสนุนการปรับโครงสร้างธุรกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในด้านการขยายธุรกิจ บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจ Non-Lending Business ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ Koh Tao Lifestyle Complex เพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวบนเกาะเต่า
รวมถึง การพัฒนาโครงการอากาศยานไร้คนขับเพื่อการท่องเที่ยวและการขนส่ง เพื่อรองรับการเติบโตของนวัตกรรมและ เทคโนโลยีด้านการเดินทางและโลจิสติกส์ในอนาคต สำหรับการขยายธุรกิจ Lending Business
บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ให้กับผู้ประกอบการรถเช่าในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยบริษัทฯ มั่นใจว่า โครงการดังกล่าวจะสร้าง โอกาสทางธุรกิจและฐานรายได้ใหม่ในอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบด้านความผันผวนของภาคเกษตรกรรม
การเร่งบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต และการพัฒนาองค์กรผ่าน โครงการ JUMP+ จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร เพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างคุณค่าและผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในระยะยาว
ยักษ์ลงทุน http://www.yaklongtun.com

