SINGER โชว์ Q1/69 กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่แตะ 144 ล้านบาท “Lock Phone” โตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าร่วมโครงการ Jump+
SINGER โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 ทำกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 144 ล้านบาท รายได้รวมแตะ 1,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจสินเชื่อ “Lock Phone” ภายใต้การดำเนินงานของ SGC ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่พอร์ต Lock Phone ขยายสู่ระดับ 7,478 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 21.6% ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าโครงการ Jump+ ทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่แพลตฟอร์มค้าปลีก–การเงินดิจิทัล
นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 144 ล้านบาท และนับเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566
สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจสินเชื่อ “Lock Phone” ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC (บริษัทย่อย) บริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อโทรศัพท์มือถือ “Lock Phone” ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหลักที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้และคุณภาพพอร์ตสินเชื่อของบริษัทอย่างชัดเจน
สำหรับธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 3,018 ล้านบาท เติบโต 70% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และในจำนวนดังกล่าวเป็นสินเชื่อ Lock Phone ถึง 2,941 ล้านบาท หรือคิดเป็น 97% ของยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน
ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone รวม 7,478 ล้านบาท คิดเป็น 54% ของพอร์ตสินเชื่อรวม และมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของพอร์ตสินเชื่อรวมของบริษัทในปัจจุบัน
SINGER ระบุว่า จุดแข็งของธุรกิจ Lock Phone ไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตของยอดขายเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่สามารถบริหารความเสี่ยงด้าน NPL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนทิศทาง Portfolio Mix ใหม่ ที่เน้นพอร์ตคุณภาพมากขึ้น ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อรถทำเงินและสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับลดลงต่อเนื่อง
ด้านธุรกิจขายสินค้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 97.7% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 227 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายโทรศัพท์มือถือที่เติบโตสูง ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งดีลเลอร์ ช่องทางขายตรง และสาขารีเทล
รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม SG Finance+ เพื่อสนับสนุนพนักงานขายและดีลเลอร์ให้สามารถขายสินค้าและปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 17 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่องและค่าที่ปรึกษากฎหมายที่ลดลง ส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านกลยุทธ์การเติบโตระยะต่อไป SINGER เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรผ่านโครงการ Jump+ ซึ่งมุ่ง “ทรานส์ฟอร์มธุรกิจทั้งระบบ” ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก
ได้แก่ การปรับโครงสร้างต้นทุนและพัฒนาสินค้าแบรนด์ SINGER เพื่อเพิ่มอัตรากำไร การขยายทีมขายและช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ
รวมถึงการทำ Digital Transformation นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบการขาย การให้บริการลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแบบ End-to-End เพื่อยกระดับ SINGER สู่การเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีก–การเงินในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นายนราธิป กล่าวทิ้งท้าย ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี จากการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ Lock Phone การขยายสาขาและช่องทางออนไลน์ รวมถึงปัจจัยฤดูกาลในช่วงฤดูร้อนที่ช่วยสนับสนุนยอดขายเครื่องปรับอากาศในไตรมาส 2
ยักษ์ลงทุน http://www.yaklongtun.com