NEWS

YLG ตัวแทนผู้ประกอบการค้าทองคำหนึ่งเดียวในไทย

สิงคโปร์ผุดโปรเจ็กต์ก้าวสู่ศูนย์กลางการซื้อขายทองคำแห่งเอเชีย’ ดึง YLG ตัวแทน หนึ่งเดียวจากไทยร่วมแผน สร้างระบบนิเวศครบวงจร เทียบเซี่ยงไฮ้-ดูไบ ตามเทรนด์ทองโลกที่ยังเป็นขาขึ้นลุ้น 5,824 ดอลลาร์

  • สิงคโปร์เปิดแผนยกระดับสู่ศูนย์กลางซื้อขายทองคำแห่งเอเชีย เทียบเท่าเซี่ยงไฮ้ – ดูไบ ดึง YLG Bullion Singapore ตัวแทนบริษัทค้าทองสัญชาติไทยเพียงหนึ่งเดียวนั่งโต๊ะร่วมโปรเจ็กต์  ผลักดันสิงคโปร์สร้างระบบนิเวศค้าครบวงจร ทั้งพัฒนาโปรดักซ์ –ตั้งกองทุน ETF-ระบบจัดเก็บและขนส่งมาตรฐานโลก
  • เผยรายละเอียดโปรเจ็กต์รองรับบริการห้องมั่นคงให้ธนาคารกลางต่างประเทศ รองรับการซื้อขายทองคำแท่งขนาดใหญ่ 12.4 กก. และ 1 กก. รวมถึงบริการเข้าถึงรายย่อยผ่านกองทุน LionGlobal Singapore Physical Gold ETF 

ที่ล่าสุดเปิดให้ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์แล้วเมื่อ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา รองรับเทรนด์ทองคำโลกที่มองยังเป็นขาขึ้น วายแอลจีให้เป้าหมายทั้งปีที่ 5,596 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ผ่านได้ลุ้นทดสอบ 5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์

  • ชี้ YLG ตัวแทนภาคเอกชนจากไทยทำงานเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุน ASEAN เข้ากับมาตรฐานของสิงคโปร์ เตรียมนำประสบการณ์ระดับสากลจากสิงคโปร์ มายกระดับตลาดทองคำไทย

เพิ่มช่องทางคนไทยเทรดทองผ่าน YLG ได้ง่ายและปลอดภัยระดับสากล เหมือนมี “ห้องมั่นคง” (Vault) ส่วนตัวอยู่ที่สิงคโปร์ หมดกังวลความผันผวนของค่าเงินบาท 

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 สิงคโปร์ได้กำหนดแผนงานเพื่อยกระดับสถานะสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำแห่งเอเชีย เพื่อรองรับการเติบโตขอความต้องการนักลงทุนที่มีทิศทางเพิ่มชึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยแผนงานดังกล่าวประกอบด้วย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับทองคำเพื่อสนับสนุนการกำหนดราคาและสภาพคล่อง, การกำหนดมาตรฐานด้านการจัดเก็บในห้องมั่นคง (vaulting) และระบบโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับระดับสากล

รวมถึงการสร้างระบบชำระบัญชี (clearing system) เพื่อรองรับการซื้อขายทองคำแท่งขนาดใหญ่นอกตลาดหลักทรัพย์ ทั้งขนาด 400 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 12.4 กิโลกรัม ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการซื้อขายและชำระบัญชีในระดับสถาบันในลอนดอน

และทองคำแท่งขนาด 1 กิโลกรัม เป็นมาตรฐานที่นิยมในตลาดเอเชียและได้รับการยอมรับในการส่งมอบตามสัญญาฟิวเจอร์สทองคำของ Comex ในสหรัฐฯ

สำหรับแผนงานนี้ถูกนำเสนอโดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และสมาคมตลาดทองคำแท่งสิงคโปร์ (SBMA) หลังจากที่มีการหารือร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยธนาคารชั้นนำ

ประกอบด้วย  DBS, ICBC Standard Bank, JPMorgan Chase, UBS, UOB รวมถึงตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) และสภาทองคำโลก (World Gold Council)

นอกจากนี้ยังมีบริษัทค้าทองคำอย่าง StoneX APAC, YLG Bullion Singapore และโรงสกัดทองคำ Metalor Technologies Singapore เข้าร่วมด้วย

MAS ระบุว่า กำลังศึกษาเรื่องการให้บริการห้องมั่นคง (vaulting services) สำหรับธนาคารกลางต่างประเทศและหน่วยงานของรัฐ (sovereign entities) โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าทองคำดังกล่าวจะถูกจัดเก็บไว้ในห้องมั่นคงของ MAS เอง

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังได้ระบุชื่อผู้ให้บริการห้องมั่นคงอีก 3 ราย ได้แก่ Brink’s Global Services, Loomis International (SG) และ Malca-Amit Singapore ซึ่งจะรองรับความต้องการในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก

รวมถึงการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงการถือครองทองคำได้ เช่น กองทุน LionGlobal Singapore Physical Gold ETF ที่เพิ่งเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม

โดยความเคลื่อนไหวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวางตำแหน่งสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำที่น่าเชื่อถือในเอเชีย เทียบเท่ากับศูนย์กลางอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ดูไบ เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ทองคำโลก

ซึ่ง MAS มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน และแม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ MAS ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเก็งกำไรในระยะสั้น แต่เน้นการสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่ดึงดูดใจสำหรับการดำเนินกิจกรรมการซื้อขายทองคำในสิงคโปร์

โดยในส่วนของ YLG Bullion Singapore จะเข้าไปมีบทบาทในฐานะบริษัทผู้ค้าทองคำชั้นนำทำงานร่วมกับผู้ค้าทองคำยักษ์ใหญ่รายอื่น ๆเป็นตัวแทนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนใน ASEAN เข้ากับมาตรฐานของสิงคโปร์

ซึ่งการร่วมในแผนงานครั้งนี้ YLG จะนำประสบการณ์ระดับสากลจากสิงคโปร์ มายกระดับตลาดทองคำไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานโลก และจะช่วยให้คนไทยจะเทรดทองผ่าน YLG ได้ง่ายและปลอดภัยระดับสากล เหมือนมี “ห้องมั่นคง” (Vault) ส่วนตัวอยู่ที่สิงคโปร์ ไม่ต้องกลัวความผันผวนของค่าเงินบาท

นอกจากนี้มองว่าการขยับตัวของสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าระยะยาวทองคำยังคงได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนว่าสิงคโปร์มองว่าตลาดทองคำจะยังเป็นขาขึ้นต่อไป

สอดคล้องกับมุมมองของวายแอลจีที่ยังคงมองว่าระยะยาวปีนี้ทองคำจะยังเป็นขาขึ้น และให้เป้าหมายแรกไว้ที่ 5,596 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ (86,600 บาทต่อบาททองคำ) หากผ่านได้ลุ้นเป้าหมายถัดไปที่ 5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ (90,000 บาทต่อบาททองคำ)

ยักษ์ลงทุน http://www.yaklongtun.com

ใส่ความเห็น