บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) หรือ UOBAM เปิดมุมองลงทุน พร้อมชี้ทางเพิ่มโอกาส สร้างผลตอบแทนเด่น เชื่อแม้ตลาดโลกรับแรงกดดันสงครามแต่ยังมีโอกาสดีรออยู่ ย้ำ!ให้กระจายลงทุนในตลาดต่างประเทศ ชี้เป้ากองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็น กองทุนเรือธง ให้ยิลด์สุดว้าว ส่วนหุ้นไทยเก็บไว้บางส่วน มองดัชนีวิ่งในกรอบ 1,300 -1,550 จุด ชูกองทุนหุ้นไทยปันผลสูงให้เป็นทางเลือก ด้านทองคำยังต้องเกาะติดราคาใกล้ชิด มั่นใจปีนี้มีกองทุนเรือธงและกองทุนเด็ดเป็นตัวหนุน AUM โตแตะ 3.2 แสนล้านบาท
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ UOBAM เปิดเผยว่า ตลาดโลกได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน หากแต่ภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังคงขยายตัวได้ราว 3.3% จากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่คาดจะขยายตัวได้ดีจากการบริโภค ภายในประเทศ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี AI และแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง
ฉายภาพรวมตลาดโลกยังมีโอกาสการลงทุน
ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวหลังธนาคารกลางยุโรปปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ยังคงต้องติดตามการเติบโตของตัวเลขภาคการบริโภค ส่วนญี่ปุ่นมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตจากเสถียรภาพทางการเมืองและดัชนีเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จีนยังคงเผชิญความท้าทายใน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาคการบริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และรัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

จากภาพดังกล่าว UOBAM แนะนำให้หาโอกาสการลงทุนในเอเชียหลังภาวะสงครามคลี่คลาย โดยให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงและกลุ่มหุ้นปันผล โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป พร้อมกับมองว่าการลงทุนในตราสารหนี้ยีงมีความน่าสนใจ โดยแนะนำตราสารหนี้คุณภาพสูงที่ได้อานิสงส์เชิงบวกจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางของทั้งไทยและต่างประเทศ
ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำยังคงถูกมองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะสงคราม แต่ผู้ลงทุนต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินแนวต้านที่ 4,500 -5,000 ดอลลาร์/ออนซ์ แนวรับที่ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์
วางกรอบหุ้นไทย 1,300 – 1,550 จุด
สำหรับตลาดหุ้นไทยปีนี้ มองกรอบดัชนีเคลื่อนไหวที่ระดับ 1,300 – 1,550 จุด แม้ระยะสั้นตลาดต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะสงครามที่ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานปรบตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังคงขยายตัวได้จากการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ก่อให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ ที่จะสนับสนุนการลงทุนในโครงการภาครัฐและเอกชน
นอกจากนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 0.75% ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป และมีโอกาสที่จะขยับไปทดสอบระดับ 1,600 จุดได้
นายวนา กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายการเติบโตของ UOBAM ในปีนี้ว่า บริษัทตั้งเป้าขยายมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ขึ้นไปแตะระดับ 3.2 แสนล้านบาทคิดเป็นการเติบโต 10% จากปี 2568 ที่ระดับ 2.9 แสนล้านบาท ซึ่งเติบโต 6% จากสิ้นปี 2567 โดย ณ ปัจจุบันมี AUM อยู่ที่ 3.04 แสนล้านบาท

วาง 3 กลยุทธ์พา AUM เข้าเป้า 3.2 แสนลบ.
โดยบริษัทได้วางกลยุทธ์สนับสนุนการเติบโตผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. Customized Investment Solution นำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการลงทุน ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนในระยะยาว พร้อมขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
2.Sustainability Focusing ประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงลึก Data-Driven Insights ผสานเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและการประเมิน ด้าน ESG เข้าไว้ในกระบวนการลงทุน ครอบคลุมทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายย่อย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
3.New S-Curve Opportunities ติดตามกระแสการลงทุนเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุน ใหม่ๆ อาทิ ขยายธุรกิจไปยังกองทุนสกุลเงิน USD ครอบคลุมทุกประเภทสินทรัพย์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งก่อนและ หลังเกษียณ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย
เสิร์ฟกองทุนเรือธงตัวเด็ดให้เป็นทางเลือก
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยแนะนำผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Funds) ซึ่ง UOBAM ถือเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 53% หรือ 419 ล้านเหรียญ จากอุตสาหกรรมที่มีอยู่ประมาณ 800 ล้านเหรียญ โดยกองทุนนี้ถือเป็นกองทุนเรือธงที่ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ต่อเนื่อง คาดว่า AUM จะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท
รวมไปถึงกองทุนตลาดเงิน ได้แก่ กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) ซึ่งเมื่อสิ้นปี 2568 มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม (AUM) อยู่ที่ 26,000 ล้านบาท (+65%) และล่าสุดยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับกองทุนที่มีนโยบายเดียวกัน โดยปีนี้คาดหวัง AUM แตะระดับ 36,000 ล้านบาท
กองทุน UOBSDF ที่คัดสรรลงทุนในหุ้นไทยปันผลเด่น 15 ตัว ที่มีอัตราผลตอบแทนปันผล 6-8% โดยผู้ที่ถือหน่วยลงทุนกองทุนดังกล่าวจะได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยระดับเดียวกับเงินปันผลทั้งนี้สิ้นปีก่อน กองดังกล่าวให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 7% ทั้งนี้ตั้งเป้าเติบโตให้มากกว่ากองปันผลในอุตสาหกรรม

