NEWS

TFM เปิดเกมปี 69 เดินหน้าขยาย Market Share อาหารสัตว์น้ำ

TFM เปิดเกมปี 69 เดินหน้าขยาย Market Share อาหารสัตว์น้ำ ดันอาหารกุ้ง–ปลากะพงเป็นเครื่องยนต์หลัก ตั้งเป้ารายได้โต 8–10%

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 8–10% เดินหน้าขยาย Market Share โดยชูอาหารกุ้งและอาหารปลากะพงเป็น Growth Driver หลัก พร้อมต่อยอดนวัตกรรมและยกระดับการผลิตตามแนวคิด “Smart & Sustainable Farming”

ควบคู่การขยายตลาดต่างประเทศ หลังปี 2568 สร้างสถิติ New High ด้วยรายได้ 6,035 ล้านบาท กำไรสุทธิโต 36.9% พร้อมจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.30 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีจ่ายปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผลสูงถึง 81.8% สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตและศักยภาพการทำกำไรของธุรกิจในระยะยาว

นางสาวปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตประมาณ 8–10% จากปีก่อน

โดยเดินหน้ากลยุทธ์ขยายส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลากะพง ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่มีศักยภาพในการเติบโตและสร้างอัตรากำไรที่ดีให้กับบริษัท

รวมทั้ง การบริหารโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Mix) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 18–20% และควบคุมสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายให้อยู่ในระดับ 8–10% พร้อมเติบโตไปกับเกษตรกรและอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย ภายใต้แนวคิด “Smart & Sustainable Farming”

สำหรับกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทจะมุ่งขยายส่วนแบ่งตลาดอาหารกุ้ง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้มากกว่า 60% ของยอดขายรวม โดยภาพรวมผลผลิตกุ้งของประเทศไทยอยู่ในระดับประมาณ 250,000 ตันต่อปี ใกล้เคียงกับปีก่อน

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด การขยายฐานลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งผลผลิตของเกษตรกรและเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างกำไรของบริษัท

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจ อาหารปลากะพง ซึ่งปัจจุบัน TFM เป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2569 จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมปลากะพงในประเทศ ซึ่งมีผลผลิตรวมราว 50,000–60,000 ตันต่อปี รวมถึงการต่อยอดไปสู่ตลาด อาหารปลาน้ำจืดอื่น ๆ

ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ TFM เดินหน้าต่อยอด นวัตกรรมอาหารสัตว์น้ำ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ อาหารลูกกุ้ง 1S และ 2S ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและอัตราการรอดของลูกกุ้ง ซึ่งได้รับรางวัล Outstanding Innovative Company Awards ปี 2568

สะท้อนศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยและพัฒนาอื่นๆ ที่อยู่ใน pipeline เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

ด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล โดยเป็นบริษัทแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรอง ASC Feed Standard พร้อมนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รวมถึงนำรถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) และ พลังงานชีวมวล (Biomass) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงสร้างตลาดของบริษัท ยอดขายยังคงมาจากตลาดในประเทศเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้รวม โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการอาหารกุ้งและอาหารปลาที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ปรับพอร์ตธุรกิจให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ และมองว่าจะเป็น New Growth Engine ในระยะต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเครือข่ายลูกค้าและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำสำคัญของโลก อาทิ อินโดนีเซีย รวมถึงการขยายธุรกิจสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทสร้างสถิติสูงสุดใหม่ โดยมี รายได้จากการขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ เติบโต 36.9% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 22% ด้านฐานะทางการเงิน บริษัทมีความแข็งแกร่ง

โดยมี อัตราหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) เพียงประมาณ 0.09 เท่า และมี อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นสู่ระดับเกือบ 29%

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติ จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังของปี 2568 จำนวน 0.30 บาทต่อหุ้น จากกำไรส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อรวมกับการจ่ายปันผลงวดระหว่างกาล ส่งผลให้ ทั้งปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 0.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็น อัตราการจ่ายเงินปันผล 81.8%

โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 เมษายน 2569 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่7 เมษายน 2569

ยักษ์ลงทุน http://www.yaklongtun.com

ใส่ความเห็น